Morning Soon

7 ส.ค. 2557 17:30 น. | เปิดอ่าน 1,140 | ความคิดเห็น 0

เพลง จำเอาไว้

 

 

It’s Getting ‘Morning Soon’: รุ่งอรุณของ ‘มอร์นิ่ง ซูน’

                วง มอร์นิ่ง ซูน ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 4 คน ได้แก่ อาชว์ – สุวิจักขณ์ ณรงค์มานพ (ร้องนำ) บิ๊ก – อัคนี ขำตันวงษ์ (กีตาร์) ก๊อง – ธนรัฐ บุญเลี้ยง (เบส) และ บาส – ศรัณย์ รุจิกุลสิริ (กลอง) ทุกคนร่ำเรียนมาทางด้านดนตรีโดยตรงที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และรวมตัวกันก่อตั้งวงดนตรีวงนี้ขึ้น ทั้งเพื่อเล่นโชว์ในงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เพื่อเล่นดนตรีกลางคืน และเพื่อเข้าประกวดตามเวทีต่างๆ โดยเฉพาะการประกวด Melody of Life ครั้งที่ 7 ที่พวกเขาได้สมาชิกวง Mild (ไมลด์) เป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด ในที่สุด ซิงเกิ้ลแรกของวงในชื่อเพลง เริ่มใหม่กับคนเก่า ก็ถูกบรรจุเป็น 1 ใน 10 เพลงประจำโปรเจคท์ SPAWN by Melody of Life และหลังจากมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ถูกปล่อยทาง youtube เมื่อเดือนตุลาคม 2556 ปัจจุบัน มีผู้รับชมและรับฟังเพลงนี้มากถึง 2 ล้านวิว

                หากไม่ลงรายละเอียด เส้นทางบนถนนคนดนตรีมืออาชีพของ มอร์นิ่ง ซูน ดูจะง่ายดาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก่อนที่อรุณรุ่งในยามเช้าจะมาเยือน พวกเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย กว่าจะได้อิ่มเอมกับแสงแรกของวัน

 

เรื่องราวก่อนถึงเช้าของแต่ละคน

                ความเหมือนเพียงประการเดียวของเด็กหนุ่มทั้ง 4 คน คือ ทุกคนต่างรักดนตรีเข้าเส้น ประโยคที่พวกเขามักพูดตรงกันโดยมิได้นัดหมายคือ “ถ้าไม่ได้เล่นดนตรี ผมก็ไม่รู้จะประกอบอาชีพอะไรเหมือนกัน” ส่วนรายละเอียดนอกเหนือไปจากนี้คือ เส้นทางชีวิตที่แตกต่างกันออกไป

                อาชว์ เคยอยากลองเล่นกีตาร์สมัยเรียนชั้นมัธยมต้น จึงให้เพื่อนฝึกให้ แต่ด้วยความที่ตัวเองชอบทำอาหาร จึงเบนเข็มไปเรียนต่อสายอาชีพที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ในสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ ระหว่างนั้น เขาเริ่มหัดร้องเพลงไปด้วย และร้องได้ดีจนได้เป็นตัวแทนของสถาบันไปประกวดตามเวทีต่างๆ  นานวันเข้า เมื่อเขารู้ตัวว่าการชอบทำอาหาร กับการทำอาหารเป็นอาชีพเป็นคนละเรื่องกัน เขาจึงเริ่มต้นมองหาเส้นทางเดินชีวิตใหม่ และไม่มีอะไรที่เขาชอบไปกว่าการร้องเพลงอีกแล้ว เขาจึงใช้เวลา 2 เดือนไปกับการเรียนร้องเพลงอย่างจริงจังเพื่อสอบเข้าวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และทำสำเร็จในที่สุด

                “ผมอยากเป็นศิลปิน และคิดว่าการมาเรียนที่นี่จะทำให้เราได้เจอผู้คนที่ทำให้เราไปถึงฝันได้ ทั้งอาจารย์ดีๆ คนในวงการ เพื่อนเก่งๆ ที่ชวนกันจับกลุ่มทำวง แล้วมันก็เป็นอย่างที่ผมคิดจริงๆ” นักร้องนำเล่า

                และเพื่อเป็นการเข้าใกล้ความฝันไปอีกขึ้น อาชว์เคยเข้าประกวด KPN Awards ครั้งที่ 20 และติดรอบ 1 ใน 10 ทำให้เขามีโอกาสได้ร้องเพลงบนเวทีระดับประเทศ สร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีในรูปแบบของการเป็น ‘เด็กประกวด’ ก่อนที่เขาจะหวนกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของวงมอร์นิ่ง ซูนเต็มตัว

               

บิ๊ก ใช้ชีวิตในวัยประถมไปกับการเตะฟุตบอลอย่างจริงจังและตั้งใจจนมีสถานะเป็นนักกีฬาประจำสโมสรจังหวัดสกลนคร เขาเริ่มต้นทำความรู้จักเสียงดนตรีครั้งแรกตอน ป.4 ผ่านกีตาร์โปร่งของคุณพ่อ ซึ่งนอกจากจะให้ท่านช่วยสอนดีดกีตาร์แล้ว บิ๊กยังซื้อหนังสือเพลงมาหัดเล่นเองจนคล่อง เขากับเพื่อนๆ เริ่มฟอร์มวงดนตรีเป็นของตัวเองตอนเรียนชั้น ม.2 นั่นคือครั้งแรกที่เขาเริ่มตีตัวออกห่างจากฟุตบอล และทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับการเล่นดนตรี โดยเขาและเพื่อนๆ ทั้งร้องเพลงและแต่งเพลงเองสลับกันไป สุดท้ายบิ๊กก็รู้ตัวว่าจะต้องเรียนดนตรีและประกอบอาชีพนักดนตรีให้ได้ เขาจึงตั้งใจสอบเข้าเรียนสาขาธุรกิจดนตรี ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเรียนสาขาดนตรีแจ๊สในภายหลัง และเป็นหนึ่งในสมาชิกวงมอร์นิ่ง ซูนในที่สุด

 

บาส เป็นสมาชิกวงดุริยางค์ประจำโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถม เขาเริ่มต้นด้วยการเป่าเมโลเดียน ก่อนจะเปลี่ยนมาเล่นกลองใหญ่ ควบคู่ไปกับการเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลและว่ายน้ำ ก่อนที่จะหันมาจริงจังกับการเป็นสมาชิกวงโยธวาทิตในช่วงมัธยมต้นและปลาย เขาคือสมาชิกคนสำคัญของทีมเพอร์คัสชั่นประจำโรงเรียนที่คว้ารางวัลระดับประเทศมาครองในทุกปีการศึกษา การตัดสินใจเรียนต่อในวิทยาลัยดนตรีจึงไม่ใช่เรื่องเกินคาดแต่อย่างใด ยิ่งได้มาเจอกับรุ่นพี่ทั้ง 3 คน อย่างอาชว์ ก๊อง และบิ๊ก ที่รับเขาเป็นสมาชิกวง มอร์นิ่ง ซูน บาสยิ่งรู้ตัวว่าตนเลือกเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว

                “ผมชอบศึกษาการตีกลองของมือกลองผิวสี และชอบ Tony Royster ที่เป็นมือกลองเล่นแบ็กอัพให้กับ Jay- Z ผมว่าคนผิวขาวกับผิวสีมีวิธีตีกลองต่างกัน คนผิวสีจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ดนตรีมีจิตวิญญาณมากขึ้น แม้จะเป็นโน้ตเดียวกัน แต่สิ่งทิ่ได้ยินมันต่างกัน” มือกลองผู้นิยมฟังเพลงแนวกอสเปลบอกเล่าถึงทิศทางดนตรีที่ตนชอบ

               

ก๊อง เริ่มต้นเป่าทรัมเป็ตครั้งแรกตอน ป.3 ในฐานะสมาชิกประจำวงดุริยางค์ของโรงเรียน และเริ่มหัดดีดกีตาร์โชว์หญิงเมื่อตอนเรียนอยู่ชั้น ม.2 “เพลงแรกที่เล่นน่าจะเป็นเพลง คนไม่สำคัญ ของพลพล พลกองเส็ง” ก๊องจดจำความประทับใจนั้นได้ไม่รู้ลืม และดำเนินการต่อยอดด้วยการฟอร์มวงดนตรีเพื่อเล่นในงานประจำโรงเรียน ที่จัดขึ้นทุกเทศกาลวันแม่และวันปีใหม่ ปัญหาก็คือ สมาชิกทั้งหมดมีอยู่ 4 คน และ 3 คนเล่นกีตาร์เหมือนกันหมด จึงต้องใช้วิธีโอน้อยออกเพื่อหาคนรับหน้าที่เล่นเบส และคนๆ นั้นก็คือ ก๊อง ผู้รับหน้าที่มือเบสจำเป็นในวันนั้น ก่อนจะบ่มเพาะความรักและความชอบจนกลายเป็นเครื่องดนตรีคู่กายในที่สุด

                นอกจากจะเล่นดนตรีกับวงของตัวเองแล้ว ก๊องยังเป็นมือเบสให้กับวงดนตรีลูกทุ่งประจำโรงเรียน เข้าร่วมรายการประกวดใหญ่ๆ หลายรายการ อาทิ ยามาฮ่าลูกทุ่งคอนเทสต์ รายการชิงช้าสวรรค์ เป็นต้น จนตัดสินใจสอบเข้าเรียนวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ในสาขาดนตรีแจ๊ส และเริ่มต้นทำความรู้จัก ‘ดับเบิ้ลเบส’ ตัวแรกในชีวิต ก๊องทุ่มเทเวลามากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวันไปกับการสร้างความคุ้นเคยกับเครื่องดนตรีตัวเขื่องนานร่วม 2 ปี ระหว่างนั้นเขาสามารถหารายได้เสริมจากการเล่นดนตรีแจ๊สในร้านอาหารย่านสีลมได้สบายๆ จนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินจากทางบ้าน แต่แล้วฝันร้ายก็มาเยือน เมื่อดับเบิ้ลเบสของเขาถูกขโมย ความรู้สึกเสียใจยิ่งกว่าอกหักเข้าเกาะกุมจิตใจของก๊องจนเขารู้สึกว่าพอแล้วกับการทุ่มเทพลังให้กับดนตรีแจ๊ส และในช่วงเดียวกันนั้นเอง ที่เขาขอไปเล่นดนตรีกลางคืนกับบิ๊กและอาชว์ที่เล่นดนตรีด้วยกันทุกค่ำคืนในร้านอาหาร ผับ และบาร์ละแวกไม่ไกลมหาวิทยาลัย การกลับมาจับเบสไฟฟ้าของเขาครั้งนั้นกลายเป็นความต่อเนื่องยาวนาน จริงจัง และเข้มข้นจนถึงวันนี้

                “บรรยากาศการเล่นดนตรีกลางคืนครั้งนี้ต่างจากการเล่นดนตรีแจ๊ส ที่พอเล่นเสร็จเต็มที่คนก็ปรบมือ แต่การเล่นดนตรีในผับบาร์มันสนุกและคนเอนจอยกับเราตั้งแต่เพลงแรก มันทำให้ผมมีความสุขมากกว่าเลยตัดสินใจเดินบนทางสายนี้” มือเบสผู้เคยอกหักยิ้มรับกับการตกหลุมรักครั้งใหม่

 

สู่เช้าแห่งการเริ่มต้น

                เมื่อสมาชิกทั้ง 4 คนเริ่มฝึกปรือฝีมือและปรับจูนเคมีจนเข้ากันอย่างลงตัว พวกเขาเริ่มต้นแต่งเพลงและทำดนตรีด้วยตัวเอง เกิดเป็นผลผลิตจำนวน 7 เพลง ที่ตั้งใจส่งเข้าไปออดิชั่น เพื่อจะได้ขึ้นเล่นบนเวที Bedroom Studio ในงานแฟท อวอร์ดส์ ผลปรากฏว่าพวกเขาพลาดหวัง แม้จะมุ่งมั่นส่งเพลงเข้าร่วมออดิชั่นถึง 2 ปีซ้อน จนเมื่อบิ๊ก ซึ่งเคยเป็นแบ็กสเตจให้กับวงไมลด์ จึงคุ้นเคยและสนิทสนมกับรุ่นพี่กลุ่มนี้เป็นอย่างดี ลองเอาเพลงที่พวกเขาทำไปให้ฟัง คำวิพากษ์วิจารณ์ตรงไปตรงมาของรุ่นพี่ทำให้พวกเขาต้องเริ่มต้นตั้งหลักใหม่อีกครั้ง

                “พี่ๆ บอกว่าเพลงที่พวกเราทำยังใช้ไม่ได้สักเพลง พวกผมยังทำเพลงตามใจตัวเองอยู่ โดยไม่คิดว่าคนฟังต้องการฟังอะไร เนื้อหาก็เขียนตามใจพวกเราเอง ดนตรีก็ย่อยยาก พอพี่ๆ บอกมาแบบนี้ทำให้พวกเราท้อมาก เพราะเราอุตส่าห์ทำมาเต็มที่ พวกเขาจึงยื่นข้อเสนอว่าในฐานะที่เราเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน ให้พี่ช่วยไหม” ก๊องย้อนเล่าถึงวันที่เคยท้อ แต่ไม่เคยถอย สมาชิกมอร์นิ่ง ซูนทั้ง 4 คน จึงเริ่มเข้าไปใช้ชีวิตคลุกคลีกับรุ่นพี่วงไมลด์มากขึ้น จึงซึมซับทั้งแนวทางการทำงาน การใช้ชีวิต และการทำเพลงมาอย่างเต็มที่ จนเมื่อโอกาสสำคัญในชีวิตอย่างงานดนตรี Melody of Life ครั้งที่ 7 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น พวกเขาจึงรีบกระโดดเข้าหาโอกาสนี้ทันที เปิดตัวด้วยเพลงแรกอย่าง เริ่มใหม่กับคนเก่า อย่างสวยงาม

 

ซิงเกิ้ลที่ 1: เพลง เริ่มใหม่กับคนเก่า

                “เพลงนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับคู่รักคู่หนึ่งที่รักกัน พอมีอะไรไม่พอใจก็ทะเลาะกัน แล้วก็เลิกกัน สุดท้ายก็กลับมารักักนใหม่ เป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นมุมมองความรักที่น่าสนใจ พวกเราอยากเล่าเรื่องนี้ผ่านเสียงเพลงจึงคุยกับพี่เป้ (บดินทร์ เจริญราษฎร์ – นักร้องนำวงไมลด์) และให้พี่เขาเขียนเนื้อเพลงให้” ก๊องเล่าถึงเพลงป็อปในท่วงทำนองช้าๆ เพลงแรกของวง

                “ด้วยวิธีในการเรียบเรียงดนตรีของพวกเรา ที่เน้นความคม และกระชับของดนตรีมากเป็นพิเศษ จึงค่อนข้างต่างจากวงอื่นแน่นอน” อาชว์เน้นย้ำถึงเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของวง

 

ซิงเกิ้ลที่ 2: เพลง จำเอาไว้

                “เพลงนี้ก็เกิดจากปลายปากกาของพี่เป้เช่นกัน เนื้อหาพูดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งเลิกกับแฟน และมองว่าผู้ชายไม่ดีเหมือนกันหมดทั้งโลก พวกผมจึงอยากจะบอกว่ามันไม่ถูกนะครับ ผู้ชายไม่ได้เหมือนกันทั้งโลก ลองมองอีกที คนดีๆ อาจอยู่ไม่ไกลจากตัวคุณก็ได้ เพลงนี้นำเสนอดนตรีในจังหวะมีเดียมที่หนักหน่วง เป็นเพลงป็อปเจือกลิ่นร็อกหน่อยๆ และมีรายละเอียดที่บ่งบอกความเป็นมอร์นิ่ง ซูนมากกว่าเพลงแรก แต่ละคนจะนำเสนอแนวทางดนตรีที่ตัวเองชอบผ่านเครื่องดนตรีทุกชิ้น ถือเป็นเพลง ID ของวงก็ว่าได้” อาชว์เล่าถึงซิงเกิ้ลล่าสุดที่เน้นย้ำความชัดเจนในภาคดนตรียิ่งขึ้น พร้อมกับเชื้อเชิญให้คอยฟังซิงเกิ้ลลำดับถัดไป ที่เต็มเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ทางดนตรีในแบบมอร์นิ่ง ซูนยิ่งขึ้น

 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป